คู่มือ
เรียนรู้วิธีคำนวณผลตอบแทนจากค่าโฆษณา เหตุผลที่ทำให้ตัวชี้วัดนี้แตกต่างจาก ROI และวิธีเพิ่มประสิทธิภาพแคมเปญบน TikTok เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น
เริ่มเลย
ผลตอบแทนจากค่าโฆษณา (ROAS) คือตัวชี้วัดหลักสำหรับการโฆษณาผ่านช่องทางดิจิทัล ซึ่งจะวัดปริมาณรายได้ที่ธุรกิจของคุณได้รับต่อเงินทุกบาททุกสตางค์ที่คุณใช้จ่ายกับโฆษณา ตัวชี้วัดนี้จะช่วยตอบคำถามง่ายๆ แต่มีความสำคัญซึ่งก็คือแคมเปญของคุณประสบความสำเร็จหรือไม่
ROAS มีประโยชน์มากเป็นพิเศษบน TikTok เพราะโฆษณานั้นสร้างผลลัพธ์อื่นๆ นอกเหนือจากการสร้างยอดขายเพียงครั้งเดียว โดยโฆษณาจะช่วยให้ผู้ชมค้นพบสินค้าใหม่ๆ กระตุ้นให้เกิดความตั้งใจซื้อโดยอาศัยการบอกเล่าเรื่องราวผ่านวิดีโอที่น่าสนใจ รวมถึงทำให้ผู้ชมซื้อสินค้าโดยตรงจากบน TikTok ได้ง่ายยิ่งขึ้นผ่านฟีเจอร์อย่าง TikTok Shop
สูตรในการคำนวณ ROAS นั้นตรงไปตรงมา
ROAS = รายได้จากโฆษณา ÷ ต้นทุนในการโฆษณา
ยกตัวอย่างเช่น หากคุณใช้จ่ายกับแคมเปญ TikTok ไป $1,000 และสร้างรายได้จากยอดขายซึ่งมีการเก็บข้อมูลได้ $4,000 คุณจะได้ ROAS เท่ากับ 4:1
เพื่อให้คำนวณได้อย่างแม่นยำ ให้ตั้งค่าเครื่องมือติดตามให้ถูกต้อง พิกเซลของ TikTok และ API กิจกรรมช่วยให้คุณเชื่อมโยงการดำเนินการบนเว็บไซต์กับแคมเปญได้ โดยผู้โฆษณาที่ใช้ทั้งพิกเซลของ TikTok และ API กิจกรรมสามารถเก็บข้อมูลกิจกรรมได้เพิ่มขึ้น 19 เปอร์เซ็นต์ และลดต้นทุนต่อการดำเนินการ (CPA) ได้ 15 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเปรียบเทียบกับการใช้โซลูชันอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียว (หลักการพื้นฐานในการลงโฆษณาให้เกิดประสิทธิภาพบน TikTok)
แบรนด์เครื่องประดับอย่าง James Allen ใช้แคมเปญ Smart+ พร้อมการวัดผลขั้นสูงเพื่อเพิ่มคอนเวอร์ชัน ซึ่งเมื่อทางแบรนด์ใช้ระบบอัตโนมัติเพื่อจัดการการกำหนดเป้าหมายและการเสนอราคา James Allen ก็สามารถเพิ่มคอนเวอร์ชันได้ถึง 127% และเพิ่ม ROAS ได้ 91%
ROAS เป็นตัวชี้วัดประสิทธิภาพอย่างหนึ่งที่มีความสำคัญที่สุดสำหรับผู้โฆษณา โดยเฉพาะผู้โฆษณาธุรกิจอีคอมเมิร์ซ โดยตัวชี้วัดนี้จะช่วยให้คุณสามารถดูผลลัพธ์ในระดับแคมเปญได้อย่างชัดเจนว่าการใช้จ่ายกับโฆษณานั้นช่วยส่งเสริมให้เกิดการเติบโตที่สร้างผลกำไรหรือไม่
เนื่องจากตัวชี้วัดนี้จะแยกค่าใช้จ่ายในการโฆษณาออกจากค่าใช้จ่ายอื่นๆ แบรนด์อีคอมเมิร์ซหลายแบรนด์จึงใช้ ROAS เป็นตัวชี้วัดประสิทธิภาพหลัก เพื่อใช้เป็นแนวทางในการตัดสินใจด้านการทำการตลาดในแต่ละวัน
การทดสอบชิ้นงานโฆษณา: เปรียบเทียบว่าวิดีโอ TikTok แต่ละคลิปได้ผลลัพธ์แตกต่างกันอย่างไร และเน้นโฆษณาชิ้นงานโฆษณาที่ช่วยเพิ่ม ROAS ให้สูงขึ้นได้เป็นอย่างมาก
การกำหนดเป้าหมายผู้ชม: ติดตามว่าผู้คนในชุมชนใดมีอัตราการเปลี่ยนเป็นลูกค้าสูงกว่าและจัดสรรค่าใช้จ่ายในการโฆษณาตามข้อมูลดังกล่าว
การจัดสรรงบประมาณ: หาแคมเปญที่ได้ผลตอบรับดีที่สุด และลดงบประมาณของโฆษณาที่ไม่สร้างผลตอบแทน
ยกตัวอย่างเช่น Unico ที่ใช้ Smart+ เพื่อให้ตั้งค่าแคมเปญได้ง่ายขึ้นและหานักช้อปที่มีความตั้งใจซื้อสูงได้โดยอัตโนมัติ โดยระบบอัตโนมัตินี้จะช่วยเพิ่มคอนเวอร์ชันและเพิ่ม ROAS ให้สูงสุดโดยไม่ต้องรับภาระหนักๆ ในการจัดการแคมเปญด้วยตนเอง
แม้ว่า ROAS จะมุ่งเน้นไปที่ประสิทธิภาพในการโฆษณา แต่ผลตอบแทนการลงทุน (ROI) จะทำให้เห็นมุมมองที่ครอบคลุมกว่าเกี่ยวกับความสามารถในการทำกำไรโดยรวม
ROAS (ผลตอบแทนจากค่าโฆษณา) = รายได้จากโฆษณา ÷ ค่าใช้จ่ายในการโฆษณา ตัวชี้วัดนี้จะบอกคุณว่าแคมเปญของคุณมีประสิทธิภาพหรือไม่เมื่อพิจารณาจากมุมมองด้านสื่อ
ROI (ผลตอบแทนการลงทุน) = กำไรสุทธิ ÷ ค่าใช้จ่ายทั้งหมด ค่าใช้จ่ายทั้งหมดจะรวมถึงต้นทุนของสินค้า การจัดส่ง พนักงาน และการผลิตชิ้นงานโฆษณา ไม่ใช่แค่ค่าใช้จ่ายในการโฆษณาเพียงอย่างเดียว
ใช้ ROAS เมื่อประเมินประสิทธิภาพแคมเปญและตัดสินใจว่าจะเพิ่มประสิทธิภาพในส่วนใด โดยการต่อยอดสิ่งที่ได้ผลและหยุดใช้สิ่งที่ไม่ได้ผลชั่วคราวถือเป็นวิธีที่ดีที่สุด
ใช้ ROI เมื่อคุณต้องการดูว่าการทำการตลาดของคุณสร้างผลกำไรได้หรือไม่เมื่อพิจารณาค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้ว แคมเปญที่มี ROAS สูงอาจจะยังได้ ROI ต่ำ หากอัตรากำไรของสินค้าหรือค่าใช้จ่ายในการจัดส่งสูง
ความแตกต่างนี้มีความสำคัญเป็นอย่างมากสำหรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซ แคมเปญอาจจะได้ ROAS 5:1 แต่ถ้าต้นทุนในการจัดส่งสินค้าตามคำสั่งซื้อทำให้กำไรลดลง ROI โดยรวมก็อาจจะต่ำกว่านี้มาก
แบรนด์ความงามอย่าง Love & Pebble แสดงให้เห็นการนำหลักการนี้ไปใช้งานจริง ทางแบรนด์ได้ลงโฆษณา TikTok Shop Ads โดยสร้างยอดขายในแอปจากการบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับสินค้าที่น่าสนใจ ซึ่งเพิ่มทั้ง ROAS และ ROI โดยรวมด้วยการทำให้เส้นทางการตัดสินใจซื้อตั้งแต่การรับรู้จนถึงการซื้อนั้นสั้นลง
หากคุณขายสินค้าผ่าน TikTok Shop โดยตรง GMV Max จะช่วยเชื่อมต่อ ROAS และ ROI ด้วยการจัดการแคมเปญอัตโนมัติ โดยไม่เพียงแต่จะสร้าง ROAS แต่ยังสร้าง ROI โดยรวมด้วย โดยนำตัวแปรอย่างมูลค่าเต็มของการทำธุรกรรมแต่ละครั้งมาร่วมพิจารณา
การเพิ่ม ROAS นั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่การตัดค่าใช้จ่ายเท่านั้น แต่เป็นการตัดสินใจอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นในด้านข้อมูล การกำหนดเป้าหมาย ชิ้นงานโฆษณา และการวัดผล โดยแหล่งข้อมูลของ TikTok ทั้ง 2 แหล่ง ซึ่งได้แก่ หลักการพื้นฐานในการลงโฆษณาให้เกิดประสิทธิภาพและการทดสอบและการเรียนรู้ในการทำการตลาดที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพ ได้ระบุขั้นตอนหลักๆ เอาไว้ให้แล้ว
ใช้พิกเซลของ TikTok และ API กิจกรรมควบคู่กันเพื่อติดตามข้อมูลตลอดเส้นทางการตัดสินใจซื้อของลูกค้า ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้ว ผู้โฆษณาสามารถเก็บข้อมูลกิจกรรมได้มากขึ้น 19 เปอร์เซ็นต์ และลดต้นทุนต่อการดำเนินการได้ 15% เมื่อใช้โซลูชันทั้ง 2 อย่างนี้ควบคู่กัน
ปรับโครงสร้างบัญชีโฆษณาให้จัดการง่ายขึ้น ในระหว่างช่วงการเรียนรู้ ให้หลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงกลุ่มโฆษณา รวมถึงทดสอบกลุ่มโฆษณาใหม่ๆ เป็นประจำ นอกจากนี้ การกำหนดเป้าหมายแบบกว้างมักจะทำให้ได้ผลลัพธ์ดีกว่าการกำหนดเป้าหมายแบบแคบ โดยโฆษณามีต้นทุนต่อการได้ลูกค้าต่ำกว่า 15 เปอร์เซ็นต์ และได้อัตราคอนเวอร์ชันสูงขึ้น 20 เปอร์เซ็นต์
ความหลากหลายของชิ้นงานโฆษณาสามารถเพิ่มผลลัพธ์ให้คุณได้แบบทวีคูณ และวิดีโอแบบเรียลๆ ในสไตล์ Lo-fi ก็มักจะได้ผลตอบรับดีกว่าวิดีโอที่ตัดต่อจนเนี้ยบ ซึ่งเครื่องมืออย่าง Symphony Creative Studio จะช่วยให้ผู้โฆษณาผลิตชิ้นงานโฆษณาที่แปลกใหม่ได้ง่ายกว่าที่เคย
ยกตัวอย่างเช่น Unico และ Love & Pebble ที่ต่างพิสูจน์แล้วว่าการลงทุนกับชิ้นงานโฆษณาที่เน้นลง TikTok เป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นการใช้ Shop Ads หรือแคมเปญ Smart+ ช่วยเพิ่มผลลัพธ์และเพิ่ม ROAS ให้สูงขึ้นได้
ทำการทดสอบอย่างมีระบบ ใช้การทดสอบแยกเพื่อเปรียบเทียบการกำหนดเป้าหมาย การเสนอราคา หรือชิ้นงานโฆษณาเวอร์ชันต่างๆ ซึ่งฟีเจอร์อย่างการวิเคราะห์การระบุแหล่งที่มาและแบบสำรวจหลังการซื้อจะช่วยเผยให้คุณเห็นผลลัพธ์ที่แท้จริงของแคมเปญ ผลการศึกษาวิจัยพบว่า TikTok เพิ่มคอนเวอร์ชันได้มากขึ้นถึง 788 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งมากกว่าข้อมูลที่ได้จากการระบุแหล่งที่มาตามคลิกสุดท้าย
ทุกแคมเปญเป็นโอกาสในการเรียนรู้ เฟรมเวิร์กทดสอบและเรียนรู้จะช่วยส่งเสริมให้ผู้โฆษณาทดลองสิ่งต่างๆ อย่างเป็นระบบ รวมถึงรวบรวมข้อมูลเชิงลึกและปรับกลยุทธ์เพื่อเพิ่ม ROAS ในระยะยาว
ROAS คือรายได้ที่สร้างจากโฆษณาของคุณเมื่อเปรียบเทียบกับค่าใช้จ่ายของคุณ ยกตัวอย่างเช่น หากคุณได้รายได้ $4 เมื่อใช้จ่ายทุก $1 คุณจะได้ ROAS เท่ากับ 4:1